ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ไขข้อสงสัย ทำไมค่าภาษีรถยนต์แต่ละคันไม่เท่ากัน ?


Lifestyle

26 ก.พ. 68

Thai PBS Digital Media

Logo Thai PBS
แชร์

ไขข้อสงสัย ทำไมค่าภาษีรถยนต์แต่ละคันไม่เท่ากัน ?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/2378

ไขข้อสงสัย ทำไมค่าภาษีรถยนต์แต่ละคันไม่เท่ากัน ?
บริการเสริมจาก Thai PBS AI

 

 

ทำไมเราต้องจ่ายภาษีรถยนต์ และเหตุใดค่าภาษีแต่ละคันถึงแตกต่างกัน

รู้จัก “ค่าภาษีรถยนต์”

ค่าภาษีรถยนต์ คือ เป็นค่าธรรมเนียมที่เจ้าของรถต้องชำระให้กับภาครัฐเป็นประจำทุกปี เมื่อจ่ายแล้ว จะได้ป้ายภาษีรถยนต์ ลักษณะเป็นกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นเล็ก ๆ ซึ่งผู้ใช้รถส่วนใหญ่มักติดไว้บริเวณด้านหน้ารถ โดยทุก ๆ ปี ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ต้องดำเนินการเสียภาษีรถตามที่กฎหมายบังคับ 

ทั้งนี้ตามระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2562 ในหมวด 3 ข้อที่ 17 ระบุไว้ว่า “รถทุกคันที่จดทะเบียนแล้ว ต้องเสียภาษีรถประจำปี เว้นแต่รถที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีประจำปี”

เหตุใดถึงต้องเสีย “ค่าภาษีรถยนต์” ?

เงินค่าภาษีรถยนต์ที่ผู้ใช้รถยนต์จ่ายไปในทุกปี จะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำนุบำรุงถนนหนทางต่าง ๆ โดยหน่วยงานภาครัฐ จะนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาปรับปรุงถนนของประเทศ รวมไปถึงการคมนาคมภายในประเทศให้พัฒนายิ่งขึ้น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของรถยนต์ทุกคน ที่จะต้องทำการจ่ายภาษีรถยนต์ทุกปี

เกร็ดที่ควรรู้ ค่าภาษีรถยนต์

  • หากอยากรู้ว่าต้องสียค่าภาษีรอบถัดไปเมื่อไร ให้ดูที่ป้ายการต่อภาษีสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ  (ที่มักติดไว้หน้ารถ) ระยะเวลาต้องไม่เกินที่ระบุไว้ในป้าย
  • กรณีเสียค่าภาษีรถช้าเกินกำหนด กฎหมายระบุว่า เป็นการขาดการต่อภาษีรถยนต์ หากอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่ 1–3 ปี ทะเบียนรถจะยังไม่ถูกยกเลิก และสามารถไปเสียค่าภาษีรถยนต์และต่อทะเบียนได้ตามปกติ โดยมีค่าปรับย้อนหลังเดือนละ 1 %
  • กรณีขาดการจ่ายค่าภาษีรถนานเกิน 3 ปีขึ้นไป ต้องจดทะเบียนรถใหม่เท่านั้น เนื่องจากป้ายทะเบียนได้ถูกระงับการใช้งานไปแล้ว โดยเจ้าของรถ จะต้องนำแผ่นป้ายทะเบียนและเล่มทะเบียนรถไปคืนให้กับกรมขนส่งทางบกภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่โดนยกเลิกทะเบียน หากไม่นำไปคืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท แล้วจึงสามารถต่อทะเบียนและภาษีรถยนต์ได้ตามปกติ พร้อมทั้งเสียค่าปรับภาษีรถยนต์ย้อนหลังเช่นเดียวกัน
  • กรณีถูกเจ้าหน้าที่จับระหว่างที่ทะเบียนรถขาดการต่อภาษีรถยนต์ไป จะต้องถูกดำเนินคดี และมีค่าปรับหลักหมื่นบาท
  • เจ้าของรถยนต์สามารถจ่ายค่าภาษีรถยนต์ได้ก่อนวันที่ภาษีรถจะหมดอายุ โดยจ่ายล่วงหน้าได้ 90 วัน หรือ 3 เดือน 
  • อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญ ต้องต่อ พ.ร.บ. หรือ ประกันภัยภาคบังคับ สำหรับการขับขี่รถยนต์เสียก่อน ถึงจะสามารถทำการต่อภาษีได้

รู้จัก “ประกันรถยนต์ภาคบังคับ” คืออะไร ?

ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือ “พ.ร.บ.” เป็นประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โดยกำหนดให้รถทุกคันในประเทศต้องทำประกันภาคบังคับ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกประเภทที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก 

โดย พ.ร.บ.จะคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือคนเดินถนน และในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิต ทายาทของผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับค่าสินไหมทดแทน

ทั้งนี้ พ.ร.บ. จะให้ความคุ้มครองพื้นฐาน อาทิ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล คุ้มครองการสูญเสียอวัยวะสำคัญจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ คุ้มครองการเสียชีวิตและทุพพลภาพ รวมทั้งคุ้มครองค่าชดเชยรายวัน กรณีไม่สามารถทำงานได้

รถยนต์แต่ละคัน จ่ายภาษีรถยนต์ไม่เท่ากันเพราะอะไร ? 

สาเหตุที่การเสียภาษีรถยนต์แต่ละคันไม่เท่ากัน เนื่องจากอัตราการเสียภาษีรถขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ประเภทรถ รุ่นรถ ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี) น้ำหนักรถ หรืออายุรถ สิ่งเหล่านี้จะนำมาเป็นตัวกำหนดว่า เจ้าของรถต้องเสียภาษีประจำปีเท่าไร

กรณีรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 ที่นั่ง เช่น รถเก๋ง, รถกระบะ 4 ประตู, รถ SUV จัดเก็บภาษีตามความจุกระบอกสูบ (ซีซี)

  • 1-600 ซีซีแรก ค่าภาษีรถยนต์ คิดซีซีละ 0.50 บาท
  • 601 - 1,800 ซีซี ค่าภาษีรถยนต์ คิดซีซีละ 1.50 บาท
  • 1,800 ซีซีขึ้นไป ค่าภาษีรถยนต์ คิดซีซีละ 4.00 บาท

กรณีรถยนต์ที่จดทะเบียนเกิน 5 ปี จะได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปี ในปีถัดไป ดังนี้

  • ปีที่ 6 ลดหย่อน 10%
  • ปีที่ 7 ลดหย่อน 20%
  • ปีที่ 8 ลดหย่อน 30%
  • ปีที่ 9 ลดหย่อน 40%
  • ปีที่ 10 ลดหย่อน 50%

กรณีจัดเก็บค่าภาษีรถยนต์เป็นรายคัน 

  • รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ค่าภาษีคิดคันละ 100 บาท
  • รถจักรยานยนต์สาธารณะ ค่าภาษีคิดคันละ 100 บาท
  • รถพ่วงของรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ค่าภาษีคิดคันละ 50 บาท
  • รถพ่วงประเภทอื่น ๆ ค่าภาษีคิดคันละ 100 บาท
  • รถบดถนน ค่าภาษีคิดคันละ 200 บาท
  • รถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการเกษตร ค่าภาษีคิดคันละ 50 บาท

กรณีจัดเก็บค่าภาษีรถยนต์ตามน้ำหนัก ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง เช่น รถกระบะ 2 ประตู รถบรรทุก หรือ รถตู้ขนส่งสินค้า 

  • น้ำหนักรถ 0-500 กก. อัตราค่าภาษี 300 บาท
  • น้ำหนักรถ 501- 750 กก. อัตราค่าภาษี 450 บาท
  • น้ำหนักรถ 751 – 1,000 กก. อัตราค่าภาษี 600 บาท
  • น้ำหนักรถ 1,001 – 1,250 กก. อัตราค่าภาษี 750 บาท
  • น้ำหนักรถ 1,251 – 1,500 กก. อัตราค่าภาษี 900 บาท
  • น้ำหนักรถ 1,501 – 1,750 กก. อัตราค่าภาษี 1,050 บาท
  • น้ำหนักรถ 1,751 – 2,000 กก. อัตราค่าภาษี 1,350 บาท
  • น้ำหนักรถ 2,001 – 2,500 กก. อัตราค่าภาษี 1,650 บาท
  • น้ำหนักรถ 2,501 – 3,000 กก. อัตราค่าภาษี 1,950 บาท

กรณีจัดเก็บค่าภาษีรถยนต์ตามน้ำหนัก ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง เช่น รถตู้ 

  • น้ำหนักรถไม่เกิน 1,800 กก. อัตราค่าภาษี 1,300 บาท
  • น้ำหนักรถเกิน 1,800 กก. อัตราค่าภาษี 1,600 บาท

การจ่ายภาษีรถยนต์ใช้เอกสารอะไร ?

  • คู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริงหรือสำเนา
  • หลักฐานการทำประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 
  • หากเป็นรถที่เข้าข่ายต้องตรวจสภาพ ให้นำเข้าตรวจกับสถานตรวจสภาพรถเอกชนให้เรียบร้อย โดยใช้เกณฑ์และลักษณะของรถ ดังนี้
    รถยนต์ ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
    รถยนต์บรรทุก ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
    รถจักรยานยนต์ ที่มีอายุใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป
    รถยนต์ที่ติดตั้งก๊าซ NGV และก๊าซ LPG ต้องนำรถเข้ามาตรวจสภาพถังก๊าซและอุปกรณ์

จ่ายภาษีรถยนต์ได้ที่ไหน ?

  • สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ 
  • ที่ทำการไปรษณีย์
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ โดยจะให้บริการต่อภาษีรถยนต์สำหรับรถที่มีอายุไม่เกิน 7 ปี ค่าบริการ 20 บาท และค่าจัดส่งป้ายภาษี 40 บาท
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้บริการสำหรับรถที่ไม่ค้างชำระภาษีหรือค้างชำระไม่เกิน 1 ปี สามารถยื่นการเสียภาษีล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือนก่อนวันครบกำหนด ที่สาขาของธนาคารทั่วประเทศ

การจ่ายค่าภาษีรถยนต์ เป็นหน้าที่ของผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ทุกคน เพื่อทำนุบำรุงและนำไปพัฒนาการคมนาคมของประเทศให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

อ้างอิง กรมการขนส่งทางบก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษีรถยนต์ค่าภาษีรถยนต์ประกันรถยนต์รถยนต์
ผู้เขียน: Thai PBS Digital Media

บทความ NOW แนะนำ

ข่าวล่าสุด