การประกาศขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ เพื่อปลดแอกประเทศ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เดิมที่สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้น Universal Tariff ไว้ที่ 10-20% แต่เมื่อเปิดออกมากลับกลายเป็นขึ้นภาษีแบบครึ่งหนึ่งของภาษีที่แต่ละประเทศเก็บกับสหรัฐฯ จึงได้เห็นภาพกัมพูชาถูกขึ้นภาษีเกือบ 50%
ขณะที่ประเทศไทยถูกตั้งกำแพงภาษีนำเข้า 36% ส่วนหนึ่งเพราะไทยเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 72% แต่ในการพิจารณายังรวมถึงประเด็นอื่นๆ เช่น กฎหมายและสิทธิมนุษยชนด้วย
อ่านข่าว : สะเทือนทั้งโลก "สหรัฐฯ" เคาะตัวเลขภาษีตอบโต้คู่ค้า ไทยโดน 36%

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดรายชื่อประเทศและอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บ เพื่อตอบโต้ประเทศคู่ค้าทั่วโลก
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดรายชื่อประเทศและอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บ เพื่อตอบโต้ประเทศคู่ค้าทั่วโลก
รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ยอมรับว่า ขึ้นสูงกว่าที่คาดและเคยประกาศ Universal Tariff ซึ่งการประกาศสูงแบบนี้มีสาเหตุและมีหลักคิด โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Maximarism คือตั้งกำแพงสูงมากไว้ก่อน เพื่อบีบให้เจรจาแก้ปัญหาทั้งเรื่องดุลการค้า บีบให้คุยเรื่องมิติอื่นที่นอกเหนือจากการนำเข้า-ส่งออก เช่น การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน
และมิติอื่น เช่น การลดข้อกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับต่างๆ และบีบให้แก้ปัญหาที่กระทบกับสหรัฐฯ อย่างกรณีเม็กซิโก บีบให้จัดการสินค้ายาเสพติด หรือกับจีน บีบให้แก้ปัญหา TiKTok เป็นต้น
การตั้งกำแพงสูงเพื่อบีบให้เจรจา ท้ายที่สุดสหรัฐฯ อาจจะลดภาษีลงมาครึ่งหนึ่งจากที่ตั้งไว้ เช่นของไทย 36% ก็อาจจะลงมาที่ 15-18% ได้เช่นกัน
สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีในลักษณะที่สูงไว้ก่อนหรือ Maximarism และดำเนินไปสู่การเจรจา เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่เขาใช้ แต่การเจรจาไม่ได้เจรจามิติเดียว แต่เป็นการเจรจาด้วยมิติต่างตอบแทน คือด้านหนึ่งแก้ปัญหาเรื่องดุลการค้าด้วยการนำเอาบริการพวกไอทีหรือเทคโนโลยีด้านต่างๆ ของสหรัฐฯ กลับเข้ามามาก รวมทั้งมิติทางด้านความมั่นคงด้วย
ประเทศไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ในลำดับต้นๆ คือลำดับ 10 ดังนั้นจึงได้เห็นว่ารัฐบาลพยายามวางแผนรับมือ แต่ก็มองกันว่าช้าไปหรือไม่ที่เป็นแบบนั้น เพราะหลายประเทศในเอเชียมีการลงมือทำเพื่อป้องกันผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ไปแล้ว
"อินเดีย" เกินดุลอันดับ 11 สิ่งที่ทำแล้วคือ นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือน ก.พ. และได้ข้อตกลงว่าจะซื้อพลังงานและอาวุธนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มการค้ากับสหรัฐฯ เป็น 2 เท่าที่ 500,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 16.79 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 และจะลดภาษีที่ทรัมป์มองว่าไม่เป็นธรรม เช่น ภาคยานยนต์ สิ่งทอ เครื่องหนัง เภสัชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และภาคการเกษตร

"ญี่ปุ่น" เกินดุลอันดับ 7 นายกฯ ญี่ปุ่นไปพบทรัมป์และประกาศจะเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ อีกทั้งยังกล่าวถึงแผนการลงทุนในสหรัฐมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะสร้างงานในสหรัฐฯ อีกหลายตำแหน่งผ่านการตั้งโรงงานผลิตของโตโยตา มอเตอร์ และอีซูซุ มอเตอร์ รวมทั้งจะเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น พลังงาน เหล็กและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อ่านข่าว : นายกฯ ยันมีแผนรับมือสหรัฐรีดภาษี 36% ไม่ต้องห่วงเชื่อต่อรองได้
"ไต้หวัน" เกินดุลอันดับ 6 บริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ประกาศจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ เพิ่มอีก 5 แห่ง

"เกาหลีใต้" เกินดุลอันดับ 8 ก็เตรียมจะเพิ่มภาษีเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งอาจจะเรียกเก็บภาษีเหล็กแผ่นรีดร้อนจากจีน 38% และส่งหน่วยงานกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรมและพลังงาน เข้าไปเจรจาหารือกับผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แล้ว

"เวียดนาม" เกินดุลอันดับ 3 เตรียมตัวรองรับฐานการผลิตที่จะกระจายเข้ามาในพื้นที่ รองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเพิ่มมูลค่าการผลิตภายในประเทศ มอบเงินอุดหนุนสูงสุด 50% ของมูลค่าโครงการให้แก่โครงการลงทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร พิจารณานำเข้าสินค้าเกษตร เครื่องบิน อาวุธยุทโธปกรณ์ ก๊าซธรรมชาติเหลวและเภสัชภัณฑ์จากสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น และยังออกใบอนุญาตเปิดทางให้สตาร์ลิงก์ (Starlink) ของอีลอน มัสก์ ให้บริการอินเทอร์เน็ตในเวียดนาม
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าจะลดภาษีรถยนต์ลงเหลือ 32% จากเดิม 64%, ลดภาษีก๊าซ LNG เหลือ 2% จาก 5%, ลดภาษีเอธานอลเหลือ 5% จาก 10% และจะลดนำเข้าสินค้าเกษตรจำพวกไก่แช่เแข็ง อัลมอนด์และเชอรี่

หลายประเทศในแถบเอเชียดำเนินการล่วงหน้าไปแล้ว จึงต้องกลับมาพิจารณาวิธีรับมือของไทย ซึ่งสหรัฐฯ ได้แบ่งเทียร์ประเทศที่จะตอบโต้ทางภาษี อย่างเทียร์แรกมีทั้ง จีน เม็กซิโก แคนาดา อินเดีย เวียดนาม สหภาพยุโรป โดยประเทศกลุ่มนี้มีการเจรจาและมีการรับมือเชิงรุกไปแล้ว แต่สำหรับไทยก็มีหลายอย่างที่ทำได้ แต่ต้องเร็ว เพราะสหรัฐฯ ประกาศจะใช้ภาษีใหม่ในวันที่ 9 เม.ย.นี้
"รัฐบาลคงเตรียมในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างสินค้าบางอย่างที่ถูกเล่นงานหนัก เช่น สินค้าเกษตร อาจเป็นตัวที่ช่วยได้ เพราะสินค้าเกษตรต่างๆ ถ้าถูกเล่นงานจะมีประเด็นปัญหาอย่างเรื่องข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งที่เราสามารถต่อสู้ได้ในระดับหนึ่ง และรัฐบาลคงพร้อมที่จะผ่านปรนในการนำเข้า ตั้งแต่เรื่องน้ำมัน แก๊ส หรือเครื่องมือต่างๆ
สิ่งที่ตั้งกำแพงภาษีไว้มีจุดประสงค์อย่างหนึ่งคือ นำเอาการลงทุนไปลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งหากเรามีการพูดคุยกับเอกชนและมีโครงการที่จะไปลงทุนในสหรัฐฯ ก็นำมาเจรจรได้ หรืออีกมิติคือเรื่องการผ่อนปรนทางด้านกฎหมาย ซึ่งไทยมีกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อบริษัทอเมริกัน คือให้เอาบริษัทอเมริกันถือครองได้ 100% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง" รศ.สมชาย กล่าว
อ่านข่าว
นายกฯ เตรียมข้อเสนอปรับดุลการค้ากับสหรัฐฯ หลังสหรัฐฯปรับขึ้นภาษีนำเข้า 36%
ทรัมป์ขึ้นภาษี ไทยสูญ 8 พันล้าน เอกชนจี้ "เพิ่มนำเข้า-เจรจา FTA"