วันนี้ (5 เม.ย.2568) กระทรวงการคลังจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดจากสหรัฐอเมริกา เพิ่มอีกร้อยละ 34 เพื่อตอบโต้มาตรการกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.นี้เป็นต้นไป
ภาษีดังกล่าวจะเพิ่มทบเข้าไปจากภาษีนำเข้าที่มีการบังคับใช้อยู่เดิม ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาตอบโต้ว่าจีนกำลังเดินเกมผิดพลาด เนื่องจากไม่มีความสามารถที่จะตอบโต้เช่นนี้ได้
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังประกาศควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ 7 ชนิดไปยังสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยจีนระบุว่ามาตรการเก็บภาษีนำเข้าระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ถือเป็นการละเมิดระเบียบขององค์การการค้าโลก
มาตรการตอบโต้ของจีน สร้างความกังวลเป็นวงกว้างว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก กำลังยกระดับการตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรมและรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ซ้าย) - สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน (ขวา)
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ซ้าย) - สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน (ขวา)
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญสัปดาห์เลวร้าย
ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งของสหรัฐฯ ปิดตลาดปรับตัวลดลงมากกว่าร้อยละ 5 ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ปี 2020
ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีครั้งใหญ่ เนื่องในวันปลดแอกของอเมริกา ทำให้บริษัทในเอสแอนด์พี 500 สูญเสียมูลค่าในตลาดหุ้นมากถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 170 ล้านล้านบาท ทำลายสถิติเดิมเมื่อเดือน มี.ค.2020 ซึ่งทำเอาไว้ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากวิกฤตโควิด-19 ทำเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก
ด้านเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า กำแพงภาษีครั้งใหม่ของทรัมป์ใหญ่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จะย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน
อ่านข่าว
ทรัมป์ขึ้นภาษี 54% ปลุกมังกรจีนตื่นพร้อม "กลยุทธ์ดึงดูดนักลงทุน"
สะเทือนทั้งโลก "สหรัฐฯ" เคาะตัวเลขภาษีตอบโต้คู่ค้า ไทยโดน 36%