เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2565 กระทรวงการต่างประเทศเบลารุสได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตยูเครนเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการในกรณีที่ ขีปนาวุธต้องสงสัยว่าเป็นของยูเครนถูกทางการเบลารุสยิงสกัดตกบริเวณชายแดนไว้ได้ โดยสื่อทางการเบลารุส เผยภาพเศษซากจรวดตกอยู่ในพื้นที่เกษตรทางภาคใต้ของประเทศห่างจากพรมแดนยูเครน 15 กม.
ผู้บัญชาการทหารแห่งแคว้นเบรสต์ของเบลารุส เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากขีปนาวุธ S-300 ตกในดินแดนโปแลนด์ จนสร้างความกังวลใจว่าสงครามในครั้งนี้อาจขยายขอบเขตไปยังประเทศอื่นๆ
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศเบลารุส เรียกร้องให้ยูเครนดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต
ส่วนทางด้านกระทรวงกลาโหมของยูเครน แสดงความพร้อมในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศที่ไม่สนับสนุนรัสเซียเข้าร่วมสอบสวน
แต่ทางยูเครนอ้างว่าสงวนสิทธิ์อย่างไม่มีเงื่อนไขในการปกป้องน่านฟ้าของตนเองและไม่ตัดประเด็นความพยายามยั่วยุของรัสเซียออกไป เนื่องจากรัสเซียอาจหันมาใช้วิธียิงขีปนาวุธร่อนบนเส้นทาง ที่สามารถคาดเดาได้ว่า จะถูกสกัดกั้นเหนือดินแดนของเบลารุส
ขณะที่โฆษกกองทัพยูเครนยอมรับว่า S-300 ที่ตกในเบลารุสเป็นของยูเครนและเป็นผลมาจากความพยายามป้องกันภัยทางอากาศ
นับถอยหลังอีกไม่นานจะเข้าสู่ศักราชใหม่ 2566 แต่ดูเหมือนว่าปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียยังไม่มีแนวโน้มยุติลงง่ายๆ สงครามรัสเซีย-ยูเครนตลอด 10 เดือนที่ผ่านมานั้น เห็นได้ชัดว่าส่งแรงกระเพื่อมต่อมิติด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจในระดับโลก
และแม้ว่าแนวคิดในการเจรจาสันติภาพจะถูกพูดถึงบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แต่โอกาสของการยุติสงครามในครั้งนี้ยังคงเป็นไปได้ยาก
วิเคราะห์โดย : พงษธัช สุขพงษ์