วันนี้ (21 มี.ค.2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ประชุมร่วมกับสถาบันการแพทย์ องค์กรวิชาชีพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมรับมือกับโควิด-19 จากนั้น นายอนุทิน และทีมแพทย์นำโดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข ได้ร่วมแถลงข่าวเพื่อสร้างความมั่นใจในการรับมือโควิด-19 โดยเฉพาะความพร้อมของทีมแพทย์
นายอนุทิน กล่าวว่า การให้บริการผู้ป่วยจะเน้นในกรุงเทพฯ เป็นพิเศษ เพราะหากคุมกรุงเทพฯได้ สถานการณ์ทั่วประเทศจะดีขึ้น ซึ่งหากกรุงเทพฯ ปิด ซึ่งไม่ได้หมายถึงปิดเมืองไม่ให้เข้าออก แต่หมายถึงไม่ให้ผู้ป่วยเดินทางไปในต่างจังหวัดก็จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะตอนนี้ต่างจังหวัดจะเป็นแหล่งที่รับผู้ติดเชื้อจากกรุงเพทฯ
ต้องมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ยืนยันว่าคนไทยต้องรู้จัก Social distancing ให้มาก เพื่อให้เราอยู่ร่วมกัน ให้ทุกคนไม่มีโอกาสได้รับเชื้อต่อกัน เพราะโควิด-19 อยู่ในตัวคน ไม่ใช่อากาศ
กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับทุกส่วนเป็นทีมไทยแลนด์ ถ้ายังทำไม่ได้ ไม่มีที่ไหนดีกว่านี้แล้ว ขอความกรุณาประชาชนให้ท่านมั่นใจกับทีมของเรา เราจะนำความปลอดภัยด้านสุขภาพมาให้ประชาชน จึงขอให้เราได้ทำงานเต็มที่เพื่อให้ทุกท่านไม่ติดโรคโควิด-19
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งระหว่างการแถลงข่าว นายอนุทินเสียงสั่นเครือและร้องไห้ พร้อมระบุว่า เรานำบุคลากรณ์ชั้นนำทั่วประเทศมาต่อสู้ป้องกันโควิด-19 ไม่ให้โควิด-19 ทำอะไรกับประชาชนได้ นี่เป็นพลังที่พี่น้องประชาชนมี ทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านเสียภาษีให้กับประเทศนี้ วันนี้พวกเรารวมหัวใจกันมาต่อสู้เพื่อให้พี่น้องประชาชนปลอดภัย ขอให้มั่นใจในพวกเรา และเราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง
ด้าน นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ทีมงานที่ยืนอยู่นี้ (ร่วมการแถลงข่าว) ดีที่สุดในประเทศ และต่างประเทศก็เชื่อมั่นในบุคลากรของไทย เรารวมคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากทุกแห่งและสถาบันการแพทย์อื่นๆ รวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้รู้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ เราจะได้รู้และทำตั้งแต่การป้องกัน ควบคุม รักษา ดังนั้นผมมั่นใจว่าถ้าต้องดูแลประชาชนในสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะทำดีที่สุด
ทั้งนี้วันนี้เราประชุมกันนาน วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ เราเชื่อว่าเราเดินทางมาถูกทางแล้ว คือค่อยๆ กระชับสถานการณ์กำลังเป็นไปตามที่คาดหวัง เราไม่ได้ทำตามหลังแต่เราทำล่วงหน้า
ขณะเดียวกันต้องขอความร่วมมือจากประชาชนทำตามนโยบายที่รณรงค์ไม่ออกไปในพื้นที่เสี่ยง ส่วนคนที่ติดเชื้อต้องรับผิดชอบไม่ปกปิดข้อมูล เพราะอันตรายต่อคนรอบข้าง ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะเป็นจุดยุ่งยากที่สุด แต่วันนี้ทุกท่านที่มีอำนาจสั่งการได้อยู่รวมกันที่นี่แล้ว
คนป่วยไม่ใช่จะอยู่ในโรงพยาบาลหมด แต่อยู่ในที่พื้นที่จัดสรรที่เหมาะสมด้วย เช่น โรงแรม ซึ่งมีโรงแรมบางแห่งประสานที่จะให้ใช้สถานที่ 350 ห้อง โดยกรมที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแล้ว ซึ่ง รมช.สาธารณสุข ยืนยันว่าเคสที่จำเป็นสามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปได้ตั้งแต่วันจันทร์นี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยที่หนาแน่นอยู่ในรพ.รามาฯ ศิริราชฯ จุฬาฯ คลี่คลายลง และมีเตียงรองรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก
ขณะที่สถาบันที่มีไอซียูพร้อม ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจได้ร่วมประชุมอยู่ที่นี่เช่นกัน ทั้งหมดยืนยันว่าเครื่องช่วยหายใจมีเพียงพอ แต่อาจต้องปรับปรุงห้องผู้ป่วยเพิ่มเติม ซึ่งตนเชื่อว่าหากทุกโรงพยาบาลช่วยกันเต็มที่ จะดูแลประชาชนได้ดีอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ นพ.ปิยะสกล ยืนยันว่า ช่วงแรกของการดำเนินมาตรการเข้มงวด จะยังไม่เห็นผลชัดเจนในทันที เพราะตอนนี้เทรนด์ตัวเลขผู้ติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้นจะยังไม่เห็นกราฟลดลงใน 2-3 วันนี้ แต่ถ้าให้ความร่วมมือเต็มที่ เชื่อว่าใน 7 วัน ตัวเลขจะเบนออกไปและดีขึ้น