วันนี้ (1 ก.ย. 2562) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ “โพดุล” ที่จุดพักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วม วัดบ้านนาแซง บ้านท่าเยี่ยม และบ้านไค่นุ่น อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด พร้อมเดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รพ.สต.บ้านไค่นุ่น โดยกล่าวว่าในฐานะตัวแทนรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขมาดูแลเรื่องสุขภาพ โรคติดต่อและการเข้าถึงยาของประชาชนเวลามีน้ำท่วมก็จะเกิดอุบัติเหตุมีบาดแผลและโรคติดต่อรวมไปถึงความสะอาด เรื่องอนามัย ต้องเตรียมยาให้พร้อม และช่วงหลังน้ำลด จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในเรื่องโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคเท้าเปื่อย โรคเท้าเน่า และได้เตรียมยามาให้ประชาชนอย่างเพียงพอ ทั้งชุดยังชีพ ยาชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยารักษาน้ำกัดเท้า เสื้อชูชีพ และหน้ากากอนามัย


นายอนุทิน กล่าวต่อว่าจากนี้รัฐบาลจะต้องคิดหาวิธีจะทำอย่างไร เพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด หลังจากเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว ยังวิกฤตภัยแล้งอยู่เลย ซึ่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดมีเทคนิคโดยการกักเก็บน้ำทำเป็นธนาคารน้ำ อัดน้ำลงไปในใต้ดินและวิธีการผันน้ำ ลงไปสู่อ่างเก็บน้ำในแม่น้ำที่สามารถเรียกมาใช้ได้ตลอดเวลา จะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสทำให้พัฒนาความสามารถในการกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 3 อำเภอ คือ อ.เสลภูมิ อ.โพนทอง และ อ.เมยวดี มีสถานบริการได้รับผลกระทบ 3 แห่ง ได้แก่ รพ.สต.บ้านกกทัน รพ.สต.บ้านนาวี และรพ.สต.บ้านไค่นุ่น โดยได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการ 6 จุด ผู้มารับบริการส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรคน้ำกัดเท้า ไข้หวัด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผื่นคัน ยังไม่มีรายงานโรคระบาด


พร้อมส่งทีมหมอครอบครัวร่วมกับ อสม.ออกเยี่ยมให้กำลังใจ แจกยาสามัญประจำบ้าน แจกถุงขยะ ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะช่วงน้ำท่วม เยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดบ้านเพื่อดูแลสุขภาพพร้อมทั้งให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งประเมินภาวะซึมเศร้าของประชาชน ที่ศูนย์พักพิงศาลาประชาคมบ้านน้อยสามัคคี ศาลาวัดบ้านนาแซง และให้การดูแลเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ที่เสี่ยงต่ออุทกภัยทางน้ำ ที่เทศบาลตำบลวังหลวง

ทั้งนี้ ได้ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอ ติดตาม สถานการณ์ น้ำท่วม ผลกระทบและการเตรียมความพร้อมทางด้านสาธารณสุขในการดูแลสุขภาพ ประชาชน ในจังหวัดของเขตสุขภาพที่ 7สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน(EOC) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยจากการระบายน้ำของเขื่อนต่าง ๆ