กรณีการส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวที่ประเทศไทยมานานกว่า 11 ปี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ.2568 ไปยังประเทศจีน
วันนี้ (28 ก.พ.2568) นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human rights watch ประเทศไทย กล่าวว่า ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว และไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยส่งตัวอุยกูร์กลับจีน ซึ่งในทางสิทธิมนุษยชนเรียกว่าเป็นการบังคับส่งตัว เพราะพิสูจน์คำกล่าวอ้างของรัฐบาลไทยไม่ได้ว่าบุคคลกลุ่มดังกล่าวสมัครใจอย่างแท้จริง ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานได้มีการประท้วงอดอาหารนาน 19 วัน เพราะกังวลว่าเอกสารที่รัฐบาลไทยให้เซ็นจะเป็นบังคับส่งกลับจีน
การแถลงข่าวเมื่อวานก็มีการยอมรับจริง ๆ ว่าเอกสารที่ไทยให้เซ็นเป็นการมัดให้ชาวอุยกูร์กลับประเทศ
นายสุณัย กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ในยุค คสช.มีการส่งตัวชาวอุยกูร์กว่า 100 คน สภาพแย่กว่าครั้งนี้ เพราะเปิดทางให้จีนนำเครื่องบินมาลงที่กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง และมีเจ้าหน้าที่ประกบแบบ 1 ต่อ 1
อย่างไรก็ตาม การส่งตัวในครั้งนี้ ก็ถือว่าแย่ เพราะนำรถไปเคลื่อนย้านในช่วงเวลา 02.00 น. พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากทำอย่างโปร่งใสตามที่แถลง เหตุใดต้องปิดเทปดำรอบคันรถ ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ รวมทั้งรับปากกับสภาฯ และองค์กรสิทธิมนุษยชน ว่าจะไม่ส่งกลับจีน
ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พบว่าเขตปกครองตนเองซินเจียง ที่ชาวอุยกูร์อาศัยอยู่ มีสภาพเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ถึงขั้นอาชญกรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งไทยควรเรียกร้องหลักฐานการรับรองความปลอดภัยที่หนักแน่นกว่าการสัญญาปากเปล่า
การที่ไทยส่งชาวอุยกูร์ไปให้จีน เป็นการเชื่อสัญญาปากเปล่าล้วน ๆ แต่ทำให้ไทยเสียหาย ถูกประณาม และยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบอื่น ๆ ตามมาอีกหรือไม่
นายสุณัย กล่าวว่า จีนพยายามติดตามชาวอุยกูร์ที่หลบหนีไปต่างประเทศ เพราะการออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดอาญา พร้อมยกตัวอย่างบางคนถูกจับและต้องจำคุกนานถึง 16 ปี จึงตั้งคำถามว่าจะเชื่อได้อย่างไรว่ากลุ่ม 40 คนจะไม่ถูกดำเนินคดี และได้พบหน้าครอบครัว
จีนไม่เคยพูดถึงความเป็นอยู่และการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ในซินเจียง ทำให้ไทยถูกวิจารณ์ว่าละเมิดพันธกรณีเรื่องของการไม่ส่งบุคคลไปเผชิญอันตราย
อ่านข่าว : รัฐบาลยันส่ง "อุยกูร์" กลับจีนตามกฎหมาย-สมัครใจ